เนื้อหาภายใน
หน้าแรก
คำนำ
พระบรมสารีริกธาตุ
  ความหมาย
  ประเภท
  คุณลักษณะ
  ลักษณะต่างๆ
  พระธาตุลอยน้ำ
ตำนานการเกิด
  ตำนานการเกิด
  สถานที่ประดิษฐาน
  พระอดีตพุทธเจ้า
  ธาตุปรินิพพาน
พุทธเจดีย์
  พุทธเจดีย์
  บุคคลที่ควรสร้างสถูป
  เจดีย์ประจำนักษัตร
พระธาตุพุทธสาวก
  พระธาตุพุทธสาวก
  สาวกธาตุพุทธกาล
  สาวกธาตุปัจจุบัน
บูชาพระธาตุ
  บูชาพระธาตุ
  อัญเชิญพระธาตุ
  บทบูชาพระธาตุ
  สรงน้ำพระธาตุ
  ในพุทธดำรัส และพระสาวก
  ในเทวดาและเปรต
พระธาตุปาฏิหาริย์
  พระธาตุปาฏิหาริย์
  ลักษณะการเกิด
  ประสบการณ์พระธาตุ
ภาพถ่ายพระธาตุ
  พระบรมธาตุ 1
พระบรมธาตุ 2
พระบรมธาตุ 3
  สาวกธาตุพุทธกาล
  สาวกธาตุปัจจุบัน
  วิธีถ่ายภาพพระธาตุ
บทความเกี่ยวกับพระธาตุ
พิพิธภัณฑ์พระธาตุ
กระดานข่าวสนทนา
บรรณานุกรม
บอกกล่าว
ภาพถ่ายพระธาตุ <<< กลับไปหน้านามพระสาวกสมัยกึ่งพุทธกาล

พระพุทธสาวกธาตุสมัยกึ่งพุทธกาล**

หลวงตาประสิทธิ์ ถาวโร
วัดถ้ำยายปริก อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงตามีนามเดิมว่า ประสิทธิ์ คำประเสริฐ เกิดวันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ.2466 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน ณ บ้านคอน อ.มโนไพร แขวงนครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว เป็นบุตรคนเดียวของนายทอง และนางทองจันทร์ คำประเสริฐ ครอบครัวมีอาชีพค้าขายและตัดเย็บเสื้อผ้า

ต่อมาโยมบิดาของหลวงตาได้แยกทางกับโยมมารดา ภายหลังโยมบิดาจึงรับไปอยู่ด้วย แต่ไม่นานบิดาของหลวงตาก็ถึงแก่กรรม ปู่จึงรับหลวงตาไปอยู่ที่วัดเหนือ บ้านคอน โดยเริ่มเป็นเด็กวัดตอนอายุย่าง 15 ปี ต่อมาจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร 1 ปี ไม่นานมารดาก็ล้มป่วยและถึงแก่กรรม พออายุได้ 18 ปี ท่านได้มาเรียนนักธรรมตรีที่ อ.มโนไพร มุ่งหน้าศึกษา พอสอบเสร็จท่านเลยเดินทางไปดูผลสอบและเรียนต่อที่ จ.อุบลราชธานี

ในปี พ.ศ.2485 หลวงตาได้สึกและออกไปทำงานที่บ้านนายอำเภอศิริ ศิริแพทย์ ขณะนั้นท่านเป็นนายอำเภอที่ จ.บุรีรัมย์ หลวงตาทำหน้าที่อย่างขันแข็งและซื่อสัตย์ จนกระทั่งปี พ.ศ.2489 นายอำเภอได้ย้ายไปทำงานที่ จ.ระยอง และได้บรรจุหลวงตาเป็นเสมียนปกครอง พนักงานสอบสวนวิสามัญ ซึ่งช่วงนี้ท่านได้อกหักจากความรัก จึงขอนายอำเภอย้ายไปทำงานที่ จ.ชลบุรี รับราชการอยู่ 3 ปีจึงลาออก

ท่านได้เข้าทำงานที่โรงงานใน จ.ชลบุรี และมีครอบครัวกับนางประไพ ซึ่งมีบุตรมาติดมา 1 คน และท่านได้เปลี่ยนอาชีพมาทำนา มีฐานะยากจน ท่านจึงต้องย้ายที่อยู่เพื่อหาที่ทำกินไปหลายที่ ทั้งทำนาและปลูกอ้อย แต่พอเริ่มจะตั้งตัวได้ก็มีเหตุอันจะต้องเสียทรัพย์ เช่น ถูกขโมย ไฟไหม้ ราคาผลผลิตตกต่ำ ขณะนั้นหลวงตามีบุตร 5 คน บุตรคนที่ 4 เริ่มป่วยพาไปรักษา กู้หนี้ยืมสินเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ภายหลังท่านก็เริ่มหาหนทางด้วยการค้าขาย ประกอบกับราคาน้ำตาลขึ้น ท่านจึงหาเงินใช้หนี้ได้หมด

ท่านจึงเปลี่ยนอาชีพมาค้าขายและทำห้องแถว มีวันหนึ่งท่านตักเตือนลูกเลี้ยงที่เริ่มโตเป็นสาว เรื่องการคบหาคนจากร้านคู่แข่ง ว่าอย่าคุยในที่ลับตาหรือหลังร้าน จะคุยให้คุยหน้าร้าน จะได้ช่วยขายของด้วย ลูกเลี้ยงไม่พอใจจึงไปฟ้องนางประไพและบอกกับพ่อจริงๆ ไม่นานก็มีคนมาบอกกับท่านที่ร้านว่า "อย่าอยู่เลย ให้ไปซะ" แต่ท่านไม่สนใจ ด้วยคิดว่าก็นี่บ้านท่าน จะให้ท่านไปไหน ผ่านไป 2-3 วัน ท่านจึงไปหาแม่ยาย สอบถามเรื่องการตักเตือนลูกเลี้ยง และพาแม่ยายกลับมาบ้านด้วย ถัดมาอีก 1-2 วัน ท่านไม่ปรกติ นางประไพจึงสั่งให้หลวงตาไปนอนที่วัด พอท่านบอกไม่ยอมไปเท่านั้น แม่ยายก็ออกไปทางหลังร้าน ตามคนที่มาขู่มา ท่านเลยเข้าใจว่าจะมีการดักยิงท่านแน่ๆ พอตกกลางคืนท่านก็เครียดและวิตก คิดไปคิดมาคว้ามีดปลายแหลมแทงนางประไพจนตาย และได้มอบตัวถูกศาลตัดสิน จำคุก 12 ปี

ระหว่างถูกจำคุก ท่านได้ฝึกกสิณโดยการเพ่งหลอดไฟ เพ่งอะไรไปเรื่อย ภายหลังเกิดสติวิปลาส และมีเรื่องกับผู้คุม จึงถูกย้ายไปขังแดน 2 ได้เดือนเศษ พิจารณาไปมาจึงได้รู้ว่าตนเองเสียสติ เมื่อเวลาผ่านไปผู้คุมมาสอบอารมณ์เห็นว่าดีขึ้น จึงย้ายท่านออกมาอยู่ห้องขังซอย บังเอิญเพื่อนนักโทษด้วยกันเป็นธรรมศึกษาเอก ทราบว่าหลวงตาเจริญกรรมฐานวิปลาส จึงมาแนะนำการปฏิบัติกรรมฐานด้วยอาณาปานสติให้ ซึ่งได้ผลดีกับหลวงตาเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังท่านได้เป็นคร